ตามกระแสครับเกือบมาไม่ทัน ...
สำหรับเพื่อนๆ ที่พลาดชมการถ่ายทอดก็สามารถดูรายชื่อผู้ชนะรางวัลได้ที่นี่ครับ
 

Best Animated Feature Film ภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยม
TOY STORY 3


Best Short Film (Animated) การ์ตูนสั้นยอดเยี่ยม
The Lost Thing :Shaun Tan & Andrew Ruhemann


Best Cinematography ถ่ายภาพยดเยี่ยม
Inception :Wally Pfister


Best Art Direction กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม
Alice in Wonderland :Production Design: Robert Stromberg;
Set Decoration: Karen O'Hara


Best Supporting Actress สมทบหญิงยอดเยี่ยม
Melissa Leo
:The Fighter 


Best Original Screenplay บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
David Seidler :The King's Speech


Best Adapted Screenplay บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
Aaron Sorkin :The Social Network


Best Foreign Language Film ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
In a Better World :Denmark


Best Supporting Actor สมทบชายยอดเยี่ยม
Christian Bale :The Fighter

 

Best Original Score ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
The Social Network :Trent Reznor and Atticus Ross

 

Best Sound Mixing บัยทึกเสียงยอดเยี่ยม
Inception :Lora Hirschberg, Gary A. Rizzo & Ed Novick

 

Best Sound Editing ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม
Inception :Richard King

 

Best Makeup แต่งหน้ายอดเยี่ยม
The Wolfman :Rick Baker & Dave Elsey

 

Best Costume Design เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
Alice in Wonderland :Colleen Atwood

 

Best Documentary (Short Subject) สารคดีสั้นยอดเยี่ยม
Strangers No More


Best Short Film (Live Action) ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม
God of Love :Luke Matheny

 

Best Documentary Feature สารคดียอดเยี่ยม
Inside Job


Best Visual Effects สเปเชียลเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม
Inception :Paul Franklin, Chris Corbould,
Andrew Lockley & Peter Bebb

 

Best Film Editing ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม
The Social Network :Angus Wall & Kirk Baxter

 

Best Original Song เพลงประกอบยอดเยี่ยม
We Belong Together from Toy Story 3
:Music and Lyric by Randy Newman

 

Best Director ผู้กำกับยอดเยี่ยม
Tom Hooper :The King's Speech

 

Best Actress นำหญิงยอดเยี่ยม
Natalie Portman :Black Swan

 

Best Actor นำชายยอดเยี่ยม
Colin Firth :The King's Speech

 

Best Picture ภายนตร์ยอดเยี่ยม
The King’s Speech


ขอบคุณสำหรับการติดตามเช่นเคยครับ ...

3 เรื่องที่มากกว่า 3 รส

posted on 11 Feb 2011 09:04 by 1000times  in movies2011
พักการเขียนบล็อกไปกว่าสัปดาห์ด้วยภาระงานที่เข้ามาโดยไม่บอกล่วงหน้า
วันนี้ผมก็เลยขอกลับมาเขียนบล็อกด้วยความอัดอั้นมานาน 55+
เอนทรีนี้เกี่ยวกับหนังสามเรื่องที่ผมได้ดูมาในช่วงสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมา
และถ้าวันนี้ไม่เขียนก็ต้องรอสัปดาห์หน้า เพราะว่าเสาร์นี้ผมต้องไปดูงาน
Thailand Industrial Fair 2011 ที่ไบเทคบางนากับแกงค์แผนก Prepress ที่บริษัท
(แล้วจะกลับมาเล่านะครับว่าได้ไปดูอะไรมาบ้าง)
 
เข้าเรื่องกันดีกว่า......
 
 
เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ The American ที่ป๋าจอร์จ คลูนีย์ แสดงนำ
ว่าด้วยเรื่อง แจ็ค มือปืนที่ต้องหนีการตามล่าจากโจทก์เก่า ซึ่งทำให้เขาต้องกลายเป็น
คนที่หวาดระแวงไปซะทุกอย่าง ผมขอให้นิยามกับหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังโรแมนติก/ทริลเลอร์
กระชากอารมณ์สุดๆ ในตอนท้าย (มันทำร้ายจิตใจผมมากในตอนจบถึงจะรู้ว่า
มันต้องลงเอยแบบนั้นก็เถอะ)
 
 
เรื่องนี้มันให้มากกว่าความตื่นเต้นครับ เพราะว่าบทสนทนาระหว่างตัวละครนั้นมีน้อยมาก
และเน้นที่การกระทำของตัวละครให้เล่าเรื่องทั้งหมดมากกว่าที่จะให้เรารับรู้ด้วยการ
พูดคุยของตัวละคร ฉากหลังของหนังที่อยู่ที่อิตาลี แสดงทัศนคติต่างๆ นานา
ที่คนอิตาลีมองคนอเมริกัน ซึ่งมาในทางไม่ชอบเสียเป็นส่วนมาก ก็เหมาะสมกับชื่อเรื่อง
The American ที่เล่าเรื่องไอ้กันวัยสี่สิบที่เป็นมือปืน หลบการตามล่า ตกหลุมรัก และล้างแค้น
 
 
สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คือ ความรักที่แจ็ค มือปืนมีให้กับสาวขายบริการที่ชื่อคาร์ลา
เขาไม่นอนกับสาวขายบริการคนอื่นนอกจากเธอเพียงคนเดียว สัญลักษณ์ที่เชื่อมเขา
และเธอเข้าด้วยกันก็คือรอยสักรูปผีเสื้อที่ตอนแรกดูผ่านๆ ก็ไม่น่าจะเข้ากับมือปืน
และดูไม่น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเดินเรื่อง แต่ที่ไหนได้ มันคือตัวเดินเรื่อง !
นอกจากเรื่องความรักแล้ว ความเงียบงันภายในเรื่องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบ....
 

เรื่องที่สอง.... EAT PRAY LOVE หรือในชื่อไทยสุดเดิร์นว่า อิ่ม มนต์ รัก
ต้องขอออกตัวก่อนว่าหนังมันยาวจนแฟนผมบ่นว่าจะยาวอะไรขนาดน้าน
EAT PRAY LOVE สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันที่เล่าเรื่องของ ลิซ กิลเบิร์ท
(ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ แสดงโดย จูเลีย โรเบิร์ท) เธอประสบกับปัญหาในชีวิต
เพราะเพิ่งมาค้นพบว่าตัวเองยังไม่อยากใช้ชีวิตแต่งงาน แม้จะอยู่กับคนที่เธอรัก
แต่เธอก็ไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาในรูปแบบนี้ เธอหย่ากับสามีและออกไปใช้ชีวิตใน
อย่างที่เธออยากเป็น
 
 
เริ่มด้วย อิตาลี ตามด้วยอินเดีย และปิดท้ายที่บาหลี เพื่อที่จะไปพบกับหมอดูตาทิพย์ 55+
ช่วงเริ่มของการผจญภัยเกิดขึ้นที่อิตาลี ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับ The American
ที่แสดงทัศนะคติของคนอิตาลีต่อชาวอเมริกันในด้านลบ เหมือนที่เรามองประเทศเพื่อนบ้าน
ว่าล้าหลัง แต่เค้ามี 3G ใช้ไปแล้ว อิอิ ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมชอบมากในเรื่องครับ
เพราะเป็นส่วนที่สนุกและตลก โดยเฉพาะมุกในตอนที่นางเอกไปเดินตะลอนในเมืองกับเพื่อนๆ
ชาวต่างชาติ ส่วนที่สองที่นางเอกไปอยู่อินเดีย เพื่อฝึกจิต ก็เป็นส่วนที่ผมชอบรองลงมา
แต่มันสั้นไปหน่อย หนังรีบตัดมาที่บาหลีเพื่อให้นางเอกเจอกับพระเอก ทั้งสามประเทศนี้
ให้รสชาติที่แตกต่างกันมาก แต่เสียดายที่หนังกระจายความสม่ำเสมอในการเล่าเรื่องไม่ดีนัก
หนังจึงดูยาวโดยที่ได้รับอรรถรสในแต่ละตอนไม่เท่ากัน
 
 
สิ่งที่ผมชอบในเรื่องนี้ก็คือ การออกไปผจญภัยของลิซ
ซึ่งเธอยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อให้พบกับสิ่งที่เหมาะสมกับเธอ
จูเลีย โรเบิร์ต ทำให้เห็นภาพนั้นชัดเจนมาก
 
 
เรื่องที่สาม The Green Hornet เป็นไปตามแผนครับที่ผมไปดูหนังเรื่องนี้
เป็นแรกสำหรับการดูหนังในโรง และก็เป็นไปตามคาดครับที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ ฮ่าๆ
(ไม่รู้แหละครับว่าใครไม่ชอบ แต่ผมชอบ)
 
 
The Green Hornet เล่าเรื่องของบริทท์ รี้ด ลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่
ซึ่งพ่อเขาต้องตายลงด้วยอิทธิพลของอาชญากรรม บริทท์จึงตั้งตนเองเป็นฮีโร่
เพื่อปราบเหล่าแกงค์อันธพาลน้อยใหญ่ในเมือง โดยมีเคโต้ ช่างซ่อมรถและคนชงกาแฟ
เป็นผู้ช่วยข้างกาย แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป ทั้งการปราบเหล่าร้าย และการรักษา
ความสัมพันธ์ของคู่หู
 
 
ทุกอย่างในเรื่องเมื่อได้ดูจนจบแล้วมันแตกต่างไปจากที่ผมคิดไว้มาก หลายๆ อย่าง
บ่งบอกความเป็นกอนดรี้มากๆ แม้ว่าผมจะไม่ใช่คนที่ชอบ Eternal Sunshine of the
Spotless Mind แต่ผมก็ชอบงานอื่นๆ ของกอนดรี้อย่าง Be kind rewind มากกว่า
และเรื่องนี้ก็ถือว่าได้โชว์เครื่องหมายการค้าของกอนดรี้ได้ชัดเจนมาก
 
 
สิ่งที่ผมชอบในเรื่องนี้ก็คือ เทคนิคภาพประหลาดๆ ต่างๆ ที่ใส่เข้ามาได้ถูกที่ถูกเวลา
อารมณ์ขันต่างๆ ก็ไม่ได้ถูกยัดเยียดมาให้ขำ ส่วนตัวผมชอบ เจย์ โชว์กับ เซธ โรเก้นอยู่แล้ว
ยิ่งดูเรื่องนี้ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ มองผ่านๆ ทั้งคู่ดูไม่เข้ากันซะเลย แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้แล้ว
อะไรๆ ก็เข้ากันได้ รวมทั้งนางเอกอย่างคาเมรอน ดิแอซ ที่กลายมาเป็นขวัญใจผมในเรื่องซะงั้น
และที่ต้องยกให้ความเพี้ยนสุดๆ คงเป็น  คริสตอฟ วอล์ซ ที่รับบทผู้ร้ายจิตตกในเรื่อง ทั้งฮา ทั้งมันส์ครับ
 
 
ทั้งสามเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดก็ขอชวนโดนรวมว่าอยากให้ไปลองหามาดูกันนะครับ
ใครชอบหนังทริลเลอร์แบบดิบๆ ก็ลองดู The American
ใครชอบหนังดราม่าโรแมนติก แนะนำ Eat Pray Love
และใครชอบแอคชั่ คอเมดี้ ต้องดู The Green Hornet ครับ

แล้วพบกันเอนทรีหน้า
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ